Popular Posts

Thursday, February 28, 2013

ลงทุนเปิดร้านขายเต้าหู้ดำทรงเครื่อง


ลงทุนเปิดร้านขายเต้าหู้ดำทรงเครื่อง

   ถ้าเอ่ยถึง “เต้าหู้” อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นทางเลือกของคนหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ สูตรการทำเต้าหู้ ของแต่ละแห่งแตกต่างกันออกไปแต่ถ้ามีโอกาสเดินทางไป ยังอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี แล้วละก็ สิ่งที่หลายคนต้องซื้อติดไม้ติดมือ กลับมาเป็นของฝากคนทางบ้าน นอกจากของดีต่างๆ ที่มีมากมาย ในวันนี้ หลายคนต้องนึกถึง “เต้าหู้ดำ” ของดีที่มีเพียงแห่งเดียวของเมืองไทย


นางเซี่ยมจู แซ่ฉั่ว แม่เล็กเจ้าของสูตร
สำหรับสูตรต้นตำรับ ก็ต้องยกให้กับ “เต้าหู้ดำแม่เล็ก” เรียกได้ว่า ถ้ามาโพธาราม และถามหาเต้าหู้ดำแม่เล็ก คนทั้งตลาดรู้จักกันดี และบอกทางไปซื้อได้แบบไม่ต้องกลัวหลงทางแต่อย่างใด ปัจจุบัน เต้าหู้ดำของโพธาราม นั่นมีให้เลือกชิมกันเพียง 2 ราย เท่านั้น และก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลกินเจก็อาจจะได้เห็นหน้าใหม่มือสมัครเล่นออกมาขายกันอยู่หลายราย
เต้าหู้นำมาต้มได้ประมาณ 1-2 วัน
นางเซี่ยมจู แซ่ฉั่ว หรือ แม่เล็ก เจ้าของสูตรเต้าหู้ดำของโพธาราม เล่าว่า ที่มาของเต้าหู้ดำเกิดขึ้นมาจากเดิม มีพ่อค้าในตลาด ทำเต้าหู้ดำขายมาก่อน แต่เขาต้องการเลิกกิจการ ในสมัยนั้นประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา ตนเอง มีอาชีพขายถุงงอก เต้าหู้ เส้นก๋วยเตี๋ยว อยู่ในตลาดเช่นกัน และเห็นว่า เราก็ขายเต้าหู้อยู่แล้ว ก็เลยลองนำสูตรเต้าหู้ดำของพ่อค้าคนก่อนมาลองทำขาย เพราะเห็นว่าไม่มีใครทำ ซึ่งก็ไม่ได้ขายดีอะไร แค่พอขายได้ แต่อาศัยว่า เราทำเพียงรายเดียว จึงได้ทำต่อมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีลูกชาย คือ “นายณรงค์ สุธีพงศ์สิทธิ์” มารับช่วง ทำหน้าที่สำคัญนี้ต่อ
ด้านนายณรงค์ เล่าว่า สำหรับสูตรการต้มเต้าหู้ดำนั้น เป็นสูตรที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่เล็ก โดยไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร โดยตนเอง จะทำหน้าที่ต้มเต้าหู้ดำช่วยแม่เล็ก มาตั้งแต่ต้น ดังนั้นสูตรต่างจึงเป็นสูตรดั้งเดิม โดยส่วนผสมที่ใช้ประกอบไปด้วย ผงพะโล้ และน้ำตาลทราย เกลือทะเล อบเชย โป๊ยกั๊ก ซึ่งเทคนิคการต้มอยู่ที่การใช้ไฟปานกลางและใช้เวลาในการต้มนานถึง 3 วัน โดยจะไม่มีการใส่สารกันบูดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของเต้าหูดำ แม่เล็ก คือ การเลือกเต้าหู้คุณภาพดีจากโรงงานที่สั่งซื้อเป็นประจำ เพราะเป็นเต้าหู้ที่ใช้ถั่วเหลือง 100% ไม่มีส่วนผสมของแป้ง เหมือนกับโรงงานเต้าหู้อื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีโรงงานเต้าหู้หลายแห่ง เคยทดลองนำเต้าหู้มาให้เราทดลองต้ม แต่ก็ไม่ได้รสชาติอย่างที่ต้องการ ต้องเปลี่ยนมาใช้เต้าหู้รายเดิม แม้ว่าเต้าหู้แผ่นจะเล็กกว่าโรงงานอื่นๆ แต่ได้เต้าหู้ดำที่มีรสชาติที่ต้องการ
เต้าหู้ต้มนาน 3 วันพร้อมขาย
ส่วนรสชาติของเต้าหู้ดำ จะออกหวานเค็ม เหมือนกับพะโล้ สามารถกินเปล่าได้เลย หรือ ถ้าต้องการนำไปปรุงอาหารเพิ่มก็ได้ โดยทางร้านมีเมนูแนะนำให้แก่ลูกค้า ได้แก่ ยำเต้าหู้ดำ เต้าหู้ดำผัดกระเพรา แกงป่าเต้าหู้ดำ เต้าหู้ดำผัดถั่วงอก และพะโล้ ลูกค้าบางคนก็ขอน้ำที่ต้มเต้าหู้ เพื่อนำกลับไปทำพะโล้ โดยทางร้านก็ไม่ห่วงถ้าลูกค้าอยากได้น้ำ เพราะน้ำที่เหลือไม่ได้นำไปต้มต่อ เพราะทำให้รสชาติของเต้าหู้ดำเปลี่ยนไปจากสูตรดั้งเดิม การทำแต่ละครั้งปรุงรสและทำน้ำใหม่ทุกครั้ง
เมนูแนะนำของทางร้าน
ทั้งนี้ แต่เดิมทำขายและเป็นที่รู้จักเฉพาะในจังหวัดราชบุรี และใกล้เคียง แต่หลังจากที่มีรายการโทรทัศน์ และนิตยสารและหนังสือ รวมถึงทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ได้นำเรื่องราวเต้าหู้ดำไปนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ และพานักท่องเที่ยวมาซื้อที่ร้าน ทำให้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เต้าหู้ดำของร้านแม่เล็กกลับมาขายดีเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว จากเดิมวันละ 50-100 ก้อนกลายเป็นวันละ 200 – 300 ก้อน สำหรับวันธรรมดา และถ้าเป็นวันหยุดพิเศษ ก็ขายได้มากถึง 500 – 700 ก้อน และถ้าเป็นช่วงเทศกาลกินเจ 4-5 วัน สามารถขายเต้าหู้ได้มากถึง 20,000-30,000 ก้อน เลยทีเดียว
โดยลูกค้ามาจากต่างจังหวัดในหลายพื้นที่ ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการบอกกันแบบปากต่อปาก เมื่อมาท่องเที่ยวและผ่านมาทางอำเภอโพธาราม ก็จะแวะซื้อเป็นของฝากกลับไปรับประทานที่บ้าน โดยอายุการเก็บรักษาใส่ตู้เย็นสามารถเก็บได้นานถึง 10 วัน ส่วนถ้าอยู่ข้างนอกเหมือนกับอาหารทั่วไป อยู่ได้ 1-2 วันเท่านั้น ส่วนราคาขายแผ่นละ 16 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ปรับขึ้น ตามราคาเต้าหู้และต้นทุน การผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งส่วนผสมและราคาก๊าซหุงต้ม และถ่านที่เพิ่มขึ้น ทางร้านจะเปิดขายกันตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึง 3 ทุ่ม รอเวลาให้กับลูกค้าที่เดินทางมาไกล และตั้งใจมาซื้อเต้าหู้ดำก็จะได้กลับไป
โทร.032-231-429
ขอบคุณบทความจาก http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9550000100331

การลงทุนทำธุรกิจร้านขายทองออนไลน์


การลงทุนทำธุรกิจร้านขายทองออนไลน์

Gold Futures ทางเลือกใหม่การลงทุน…นับถอยหลังร้านทองรายย่อย ในยุคโลกาภิวัฒน์
Gold Futures ถือเป็นอีกทางเลือกใหม่ในการลงทุนทองคำผ่านตลาดอนุพันธ์ (TFEX) และในวันนี้ 2 ก.พ. ถือเป็นวันแรกในการเทรด Gold Futures

คงมีคำถามมากมายหลังการเปิดให้มีการซื้อขาย Gold Futures ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนสำหรับตลาดอนุพันธ์ หรือ TFEX ว่ามีความแตกต่างอย่างไรกับการซื้อขายทองคำตามร้านทองคำทั่วไป หรือการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามี 2 บลจ.ที่เปิดให้มีการซื้อขายหน่วยลงทุนกองทุนทองคำ

วิน อุดมรัชตวนิชต์ ผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่า ตลาดซื้อขายทองคำที่แบ่งออกเป็น 3 ตลาดหรือ 3 ทางเลือกในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุน

ทางเลือกแรก การลงทุนผ่านร้านทองคำทั่วไป ซึ่งมีทั้งทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ ซึ่งมีการส่งมอบสินค้าจริง ความเสี่ยงอยู่กับการขึ้น-ลง ของราคาทองคำในตลาดโลก โดยราคาทองคำจะเป็นไปตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ที่อ้างอิงราคาในตลาดโลก หักกลบกับค่ากำเหน็จ  ซึ่งสามารถซื้อขายได้ที่ร้านทองคำทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของราคารับซื้อทองคำ และมาตรฐานทองคำที่มาตรฐานทองคำมีความแตกต่างกัน แม้จะยึดปริมาณทอง 96.5% แต่ถ้าหากขายทองคำแท่ง หรือรูปพรรณ กับร้านอื่น ซึ่งไม่ใช่ร้านที่ซื้อมาในช่วงก่อนหน้า จะมีปัญหาราคารับซื้อคืนต่ำกว่าการขายคืนให้กับร้านที่นักลงทุนซื้อในครั้งแรก ทำให้นักลงทุนเสียเปรียบ

ทางเลือกที่สอง ลงทุนในกองทุนทองคำ ซึ่งมี 2 บลจ.ที่เปิดขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนทองคำในต่างประเทศ รูปแบบการลงทุนไม่แตกต่างจากร้านทอง เพียงแต่ไม่มีการส่งมอบทองคำ โค้ทราคาในลักษณะเดียวกัน แต่ต้นทุนการซื้อหน่วยลงทุนจะถูกกว่าร้านทอง
โดยบลจ.กสิกรไทย มีกองทุน K-GOLD ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน 18.88% ย้อนหลัง 6 เดือน -6.20% ซึ่งมีการปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด
ส่วนกองทุน TMB GOLD FUND ของบลจ.ทหารไทย ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน 3 เดือนอยู่ที่ 18.06% ย้อนหลัง 6 เดือน -0.81% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 0.08% ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 44.69%
ทางเลือกที่สาม ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันนี้คือ Gold Futures ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้การลงทุน และรู้ถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาทองคำ และสามารถซื้อขายมาร์จิ้นได้ ในวงเงินสูงสุดถึง 10 เท่า ต้นทุนถูกกว่าการลงทุนผ่านร้านทองคำทั่วไป
ถ้ามองถึงแง่ความปลอดภัย Gold Futures ย่อมดีกว่าการซื้อทองคำทั่วไป เพราะเป็นการซื้อขาย Paper ไม่มีความเสี่ยงในการถูกลักโขมย และเป็นการปิดความเสี่ยงการส่งมอบสินค้า หรือรับซื้อคืน
อย่างกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงปัญหาการส่งมอบหรือขายคืนทองคำ ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ซึ่งร้านค้าทองคำปิดการซื้อขาย เนื่องจากตลาดทองคำมีความผันผวน ทำให้นักลงทุนไม่สามารถขายคืนทองคำได้
“การเกิดขึ้นของ Gold Futures ในอนาคตอาจส่งผลกระทบกับธุรกิจร้านค้าทองคำ โดยเฉพาะร้านทองรายย่อย ซึ่งอาจเห็นการปิดกิจการ เพราะนักลงทุนจะหันมาลงทุนผ่าน Gold Futures เพราะไม่มีความเสี่ยงในการส่งมอบ หรือการชำระราคา ขณะที่ต้นทุนต่ำกว่า”
ประภาส ตันพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยา จำกัด มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และสินทรัพย์หลายประเภทมีความเสี่ยงในการลงทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงในปีที่ผ่านมา และแนวโน้มตลาดที่ผันผวนในปัจจุบัน ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ผลตอบแทนการลงทุนปรับตัวลดลงตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก มีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 0-1% เท่านั้น ทำให้นักลงทุนหันมาลงทุน ทองคำ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บลจ.อยุธยา เตรียมออกกองทุนทองคำ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุน
จิตติ ตั้งสิทธิภักดี เจ้าของร้านทองจินฮั้วเฮง ในฐานะสมาคมค้าทองคำ ยอมรับว่า การเกิดขึ้นของ Gold Futures กระทบกับตลาดทองคำในประเทศแน่นอน เพราะพฤติกรรมการลงทุนทองคำของคนไทยเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบในอดีต การลงทุนในทองคำเป็นการเก็งกำไรมากขึ้น และร้านทองจินฮั้วเฮงเอง ก็อยู่ระหว่างการสมัครเป็นสมาชิกของ TFEX  เพื่อส่งออร์เดอร์ลูกค้าที่ต้องการลงทุนผ่าน Gold Futures
ในปีที่ผ่านมามีการลงทุนผ่านทองคำแท่งในสัดส่วนสูงถึง 80% ขณะที่ทองคำรูปพรรณอยู่ที่ 20% เมื่อเทียบกับในอดีตมีการซื้อทองคำรูปพรรณ 95% ทองคำแท่ง 5%
นายกสมาคมค้าทองคำ ยอมรับว่า การเกิดขึ้นของ Gold Futures จะช่วยลดความเสี่ยงการส่งมอบทองคำ เพราะที่ผ่านมามีการซื้อขายทองคำผ่านการรับจองซื้อจากลูกค้า ซึ่งอาจมีปัญหาสำหรับร้านค้าทองคำขนาดเล็กที่ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองคำ
“ร้านทองรายย่อยบางแห่งอาจต้องลดน้อยถอยลงตามภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป”นายกสมาคมค้าทองคำให้ความเห็น
ขณะที่ เกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) กล่าวว่า ตลาดอนุพันธ์พร้อมที่จะเปิดซื้อขายในวันที่ 2 ก.พ. โดยได้มีการจัดเตรียมและทดสอบ ระบบงานกับสำนักหักบัญชี และสมาชิกตลาดอนุพันธ์เรียบร้อยแล้ว และในปัจุบันตลาดอนุพันธ์อยู่ระหว่างเจรจา  กับโบรกเกอร์อนุพันธ์เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องหรือ Market Maker สำหรับการซื้อขายโกลด์  ฟิวเจอร์ส ซึ่ขณะนี้ได้รับการตอบรับแล้ว 1 ราย คือ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด ส่วนอีก 2 ราย อยู่ระหว่างการ  เจรจาและคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ผู้ดูแลสภาพคล่องได้ในเร็ว ๆ นี้
ส่วนเรื่องค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สนั้น ตลาดอนุพันธ์ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราค่า  คอมมิชชั่นแต่อย่างใด  ซึ่งจะเป็นแนวปฏิบัติเหมือนสินค้าทุกประเภทที่ซื้อขายในตลาดอนุพันธ์  โดยชมรมผู้  ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Industry Club หรือ FI Club) นั้นจะตกลงกันเอง
สำหรับโกลด์  ฟิวเจอร์สนั้น ชมรมฯ ได้กำหนดอัตราเป็นแบบขั้นบันได (Sliding Scale) ถ้าลูกค้าซื้อขายไม่เกิน 5  สัญญาต่อวัน ลูกค้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งหมดในอัตรา 500 บาทต่อสัญญา หากลูกค้าซื้อขายมากกว่า 5 สัญญาต่อวัน สัญญาที่ 6-20 คิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 400 บาทต่อสัญญา
ส่วน สัญญาที่ 21 ขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 300 บาทต่อสัญญา  สำหรับเงินประกันที่ลูกค้าทั่วไปต้องนำมาวางไว้ที่โบรกเกอร์ก่อนซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สนั้น ทาง ชมรมฯ  ได้มีการประกาศอัตราเงินประกันที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าโดยกำหนดเพิ่มเติมจากอัตราขั้นต่ำที่ตลาดอนุพันธ์กำหนดกล่าวคือ ลูกค้าต้องวางหลักประกันขั้นต้น หรือ Initial Margin ในอัตรา 66,500 บาทต่อสัญญา และหลักประกันรักษาสภาพ หรือ Maintenance Margin ในอัตรา 46,550  บาทต่อสัญญา
นอกจากนี้ ในเดือนมี.ค.ยังเตรียมเปิดโอกาสให้ผู้ค้าทองเข้ามาทำธุรกิจโดยเป็นตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหรือ Selling Agentให้กับสมาชิกตลาดอนุพันธ์นั้น
Gold Futures ที่จะเทรดในวันนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งกับการลงทุนทองคำในตลาดซื้อขายล่วงหน้า และเป็นการนับถอยหลังสำหรับผู้ประกอบการร้านทองรายย่อย…หากไม่มีการปรับตัว เพราะพฤติกรรมการลงทุนในทองคำของคนไทยทุกวันนี้เริ่มเปลี่ยนไป…ลูกค้าบางกลุ่มเริ่มมองการลงทุนผ่านทองคำเป็นการเก็งกำไร เมื่อเทียบกับภาพในอดีตเป็นการลงทุนเพื่อการออม อนาคตเราคงเห็นร้านทองรายย่อยค่อยๆปิดฉากไป…ท่ามกลางกระแสโลกกาภิวัฒน์…ที่นับวันนวัตกรรมการเงินเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการออม การลงทุนมากขึ้น…อย่างไรก็ตาม นักลงทุนพึงระลึกเสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง โอกาสผลตอบแทนสูง ย่อมแลกมาด้วยความเสี่ยงจากการลงทุนย่อมสูงด้วยเช่นกัน

ลงทุนทำธุรกิจร้านขายลูกชิ้นอร่อยๆ


ลงทุนทำธุรกิจร้านขายลูกชิ้นอร่อยๆ

 สุภาวดี โชคสกุลนิมิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยเจริญมารีน (2002) จำกัด เล่าว่า บริษัทฯทำธุรกิจเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล มากว่า 10 ปี ช่องทางตลาดส่วนใหญ่จะขายผ่านตัวแทนค้าส่งตามตลาดสดทั่วประเทศ ซึ่งวิธีดังกล่าว ได้กำไรค่อนข้างน้อย ประกอบกับในปีหน้า (2556) ต้นทุนค่าแรงต้องปรับขึ้นตามนโยบายรัฐบาล จึงหาวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าและขยายตลาด ด้วยการเปิดรับผู้สนใจมาเป็นเครือขายธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อเป็นช่องทางขายสินค้าตรงจากโรงงานถึงผู้บริโภค

 “เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ดิฉันมองถึงการสร้างแบรนด์และมีหน้าร้านของตัวเอง ทว่า หากเราจะผลิตสินค้าแล้ววางสินค้าขายในห้าง หรือโมเดิร์นเทรด จะต้องลงทุนสูงมาก และยากที่จะแข่งกับแบรนด์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วได้ ดิฉันจึงคิดถึงการกระจายสินค้าในรูปแบบร้านแฟรนไชส์เล็กๆ เพื่อให้เป็นหน้าร้านที่เราสามารถขายสินค้าจากโรงงานไปถึงผู้บริโภคได้โดยตรง รวมถึง ยังช่วยสร้างโอกาสให้ผู้อยากมีอาชีพ โดยไม่ต้องลงทุนมากนักได้ด้วย” เจ้าของธุรกิจ เผยและเล่าต่อว่า


น้ำจิ้มรสเด็ด
ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ “สไปซี่ ซีเฟรช” เป็นของทะเลจากภาคใต้ มีจุดเด่นอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ จึงมีความสดใหม่สูง นำมาแปรรูปรวมกว่า 16 รายการ เช่น ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง ลูกชิ้นหมึก ไส้กรอกปลา เต้าหู้ปลา ทอดมัน ปลาจ๊อ กุ้งป๊อป พิชฟราย เป็นต้น
 ทั้งนี้ ภายในคีออสจะมีให้เลือกทั้งทอด หรือปิ้งย่านตามความชอบใจ ที่สำคัญ คือ สูตรน้ำจิ้มที่เผ็ดเข็มข้นตามแบบฉบับชาวใต้ แต่สำหรับคนกินเผ็ดไม่เก่ง มีให้เลือกแบบสูตรเผ็ดน้อย และปานกลาง


มีให้เลือกหลากหลาย
สุภาวดี เผยด้วยว่า วางตำแหน่งกลุ่มเป้าหมายไว้ที่ผู้บริโภคระดับกลางถึงบน ที่อยากกินของทะเลแปรรูปคุณภาพในราคาไม่สูงเกินไป โดยแต่ละชนิดใส่ส่วนผสมของสัตว์ทะเลในปริมาณมากตั้งแต่ 60-80% (แล้วแต่ประเภท) ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยสูงในการทำอาหารทะเลแปรรูป ส่วนการผลิตทำในโรงงานได้มาตรฐานระดับส่งออก ทั้ง GMP HACCP และฮาลาส

ด้านการลงทุนแฟรนไชส์ “สไปซี ซีเฟรช” นั้น สุภาวดี ระบุว่า เงินลงทุนเบื้องต้นจ่ายครั้งเดียวเพียง 25,000 บาท ผู้ลงทุนจะได้รับคีออส พร้อมอุปกรณ์เริ่มอาชีพครบชุด ซึ่งบริษัทฯ ไม่ได้กำไรจากส่วนนี้เลย ทว่า ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องรับผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ และน้ำจิ้มจากบริษัทฯเท่านั้น นอกจากนั้น ต้องมีทำเลดีมาเสนอ ซึ่งทางบริษัทฯ กำหนดทำเลเป้าหมาย มุ่งวางตามปั๊มน้ำมันต่างๆ เพื่อให้เป็นของกินเล่นสำหรับคนเดินทาง รวมถึง กำหนดเป้าต้องขายให้ได้อย่างน้อยวันละ 200 ไม้ หรือปริมาณวัตถุดิบ 10 กิโลกรัม
คีออสของ ‘สไปซี่ ซีเฟรช’

เจ้าของธุรกิจ เสริมว่า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ กำหนดราคาขายปลีกที่ไม้ละ 13 และ 15 บาท (แล้วแต่ชนิด) โดยเฉลี่ยต่อไม้จะมีต้นทุนประมาณ 9.81 บาท เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าพนักงาน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าพลังงาน ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อเดือน หากขายได้วันละ 200 ไม้ ผู้ขายจะมีกำไรสุทธิที่ประมาณ 17,140 บาทต่อเดือน ทำให้มีอัตราคืนทุนในระยะเวลา 2 เดือน

มีให้เลือกทั้งปิ้งและย่าง
“ที่ผ่านมา เรามีสาขาต้นแบบที่เปิดโดยบริษัทเอง กระจายอยู่ในปั๊มน้ำมันทางภาคใต้ ทั้งในปัตตานี หาดใหญ่ และสตูล เป็นต้น ประมาณ 4 แห่ง ซึ่งทุกสาขามียอดขายเกิน 300 ไม้ต่อวัน ดังนั้น เป้าที่ตั้งไว้ให้ 200 ไม้ต่อวัน ถ้าอยู่ในทำเลที่ดี เราเชื่อว่า ทุกสาขาจะทำได้ ซึ่งเราตั้งเป้าว่า ปีนี้ (2555) จะเปิดแฟรนไชส์ประมาณ 20 สาขาทั่วประเทศ” สุภาวดี เผย

สำหรับวิธีบริหารสาขาแฟรนไชส์นั้น บริษัทฯ มีจุดกระจายสินค้าอยู่ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ โดยมีรถพร้อมวิ่งส่งผลิตภัณฑ์แช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาให้สาขาต่างๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง นอกจากนั้น จะควบคุมมาตรฐานแฟรนไชส์ด้วยการดูจากยอดขายสั่งสินค้าและมีทีมคอยตรวจสอบคุณภาพเสมอ
ตารางลงทุนแฟรนไชส์ ‘สไปซี่ ซีเฟรช’- เงินลงทุนเบื้องต้น 25,000 บาท ได้รับคีออส พร้อมอุปกรณ์ครบชุด- ต้องรับผลิตภัณฑ์แปรรูป และน้ำจิ้มจากบริษัทฯเท่านั้น- กำหนดเป้าต้องขายให้ได้อย่างน้อยวันละ 200 ไม้ - อัตราคืนทุนในระยะเวลา 2 เดือนโทร.073-311-142-3 หรือ www.cmr2002.com

ลงทุนเปิดร้านขายชาไข่มุก


ลงทุนเปิดร้านขายชาไข่มุก

MoChi ต้นตำหรับชาไข่มุก เป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มชานมแบรนด์ใหม่ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย สามารถวางจำหน่ายในที่ต่างๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลาด หรือย่านที่มีผู้คน เช่น งานแสดงต่างๆ และยังใช้พื้นที่น้อย มีน้ำหนักเบา ประกอบกับรสชาติของรสชานมที่ไม่เหมือนใคร พร้อมกับภาพลักษณ์ของร้านที่ดูน่ารับประทาน ให้สีสันชัดเจนและมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร
เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจประเภทชานม คีออส ซึ่งลงทุนต่ำและให้ผลกำไรสูง สามารถเป็นตัวแทนจำหน่ายในราคาที่ไม่แพงอย่างที่คิด
ลักษณะกิจการ ร้านขายชานมไข่มุกชื่อธุรกิจ (ไทย) โมชิ ชานมไข่มุกชื่อธุรกิจ (อังกฤษ) Mochi Milk Teaความเป็นมา แบรนด์ Mochi ถือได้ว่านี้คือแบรนด์หัวหอกที่ได้มาปลุกกระแสชาไข่มุกให้กลับมาคึกคักอีกรอบ เพราะในระยะเวลาแค่ 5เดือน ที่แบรนด์ Mochi ชาไข่มุกได้ลอนซ์ออกสู่ท้องตลาดในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ผลตอบรับที่ได้นั้นเป็นกระแสในวงกว้าง
คุณมาร์ค…. นักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อเจ้าของแบรนด์ Mochi ชานมไข่มุกกล่าวว่า ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่กินได้เรื่อยๆ ทุกคนก็กินได้ คือมันเป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนรู้จักอยู่แล้วอย่าง ชา กาแฟ คือคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำการตลาดอะไรมาก แค่สร้างแบรนด์ขึ้นมาก็เท่านั้น ชานมไข่มุก ผมว่ามันไม่เอ้าท์นะ เพราะมันซึมไปในกาแฟด้วยลองไปทำน้ำอย่างอื่นกว่าคนจะรู้จัก กว่าจะทำตลาดได้มันต้องใช้เวลา ผมคิดว่ายังไงก็ขายได้เพราะมันเป็นเครื่องดื่ม
กว่า 5 เดือน แบรนด์ Mochi ชานมไข่มุกที่เกิดจากการตกผนึกทางความคิดของเขาได้ลอนซ์ออกสู่ตลาดต้องบอกว่าประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดเพราะตอนนี้เขามีสาขาถึง 5 สาขา และแฟรนไชส์อีก 9 สาขา
ลักษณะสินค้าและบริการ มีแบบเครื่องดื่มถึง 16 รายการ รวมทั้งกาแฟและน้ำรสต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นมอคค่า แคนตาลูป สตอเบอรี่ ส่วนชาเขียวเราก็จะมีรสมะม่วงและอีกหลายรส
ประเทศ Thailand  ค่าแฟรนไชส์ 49,900 บาทจำนวนสาขา 19 สาขารายละเอียดสาขา เซ็นทรัล หัวหมาก ชั้น 1 เซ็นทรัล หัวหมาก ชั้น Gท๊อป ซูปเปอร์มาร์เก็ต (RCA)ท๊อป ซูปเปอร์มาร์เก็ต (Espanade)พัฒนาการ ซ.20สีลม ซ.10ซ.อารี 5เซ็นทรัล เชียงรายมาบุญครอง ชั้น Gมหาวิทยาลัย รามคำแหง2โรงเรียนกิติบริหารธุรกิจ สาธรตึกไทยประกันชีวิต รัชดาATP แบริ่งบ.ประกิต สุขุมวิท 62นโยบายการขยายสาขา ขายแฟรนไชส์การลงทุน การลงทุนมี 4 รูปแบบ ได้แก่ลงทุนเพียง 49,900 บาท จะได้รับบูท โมชิ พร้อมอุปกรณ์การผลิตลงทุน 52,900 บาท เครื่องปิดฝา Manual พร้อม ถังเก็บความเย็นลงทุน 80,900 บาท เครื่องปิดฝา Auto พร้อม ถังเก็บความเย็นลงทุน 84,000 บาท เครื่องปิดฝา Auto พร้อม ถังเก็บความเย็น, ธงญี่ปุ่น 2 ชิ้น และผงผลไม้อย่างละ 30 ซองระยะเวลาคืนทุน แค่มีทำเลดีก็สามารถขายได้แล้ว เดือนเดียว
ก็คืนทุน หรือ อย่างช้า 2 เดือนก็คืนทุนแล้ว
คุณสมบัติผู้ลงทุน ผู้ที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจประเภทชานม คีออสสิ่งที่แฟรนไชส์ซี่จะได้รับ บูทตู้ไฟ+ป้ายตู้ไฟพร้อมตู้เก็บของภายในบูธ ขนาด 155cm x 220 cm x 80 cmเครื่องซีลฝาแก้ว เครื่องซีลฝา Manualฝาแก้ว 1 ม้วน จำนวน 2,000 แก้วแก้วจำนวน 200 ใบเสื้อยืดโมชิ 1 ตัววัตถุดิบชา 5 ห่อน้ำเชื่อม 1.2 kg จำนวน 5 ถุงครีมเทียม  5 กิโลกรัมถ้วยตวง 1 ใบแก้วตวง 1 ใบแก้วเชค 2 ใบไข่มุก 1 ถุงลูกค้าสามารถนำส่วนประสมต่างๆเพื่อนำไปผลิตเครื่องดื่มได้ทันทีพร้อมสูตรการผสม โดยมาอบรมวิธีการทำชานมไข่มุกที่บริษัทสินค้าส่งมอบภายใน 1 เดือน
บริการส่งต่างจังหวัด และสอนวิธีการทำถึงที่บ้านหรือต้องการมาเรียนที่บริษัทค่าจัดส่งต่างจังหวัด มีค่าใช่จ่ายตามระยะทาง
อื่นๆ รสชาติของรสชานมที่ไม่เหมือนใคร พร้อมกับภาพลักษณ์ของร้านที่ดูน่ารับประทาน ให้สีสันชัดเจนและมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจประเภทชานม คีออส ซึ่งลงทุนต่ำและให้ผลกำไรสูง สามารถเป็นตัวแทนจำหน่ายในราคาที่ไม่แพงอย่างที่คิด
พร้อมกับวิธีการทำ และอุปกรณ์ต่างๆที่ทาง บริษัทจัดเตรียมให้ คุณจึงไม่ต้องมาเสียเวลากับการสร้างแบรนด์กับการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
เราได้สร้างรูปแบบร้านให้เหมาะกับสินค้าโดยมีสไตล์การแต่งร้านออกแนวญี่ปุ่นทำให้ดูเป็นที่สนใจของทุกวัย
หากคุณพร้อมเป็นเจ้าของธุรกิจวันนี้เพียงติดต่อมาที่เราแล้ว คุณสามารถเริ่มธุรกิจได้ง่ายและรวดเร็วด้วยการลงทุนที่คุ้มค่าและสามารถขยายสาขาได้ง่ายกว่าที่คุณคิด คุณพร้อมแล้วหรือยัง
ชื่อผู้ติดต่อ คุณมาร์คที่อยู่ 559 อาคารรอยัลพิมาน ถ.ลาดพร้าว ซอย 130 เขตบึงกุ่ม แขวงบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240โทร. 081-8453815,086-635-5666

การลงทุนเปิดร้านขายอาหารทะเล


การลงทุนเปิดร้านขายอาหารทะเล

 “ปูเป็น” ร้านอาหารทะเลแห่งแรกของหาดจอมเทียน-พัทยา เริ่มจากแม่มาหาเคย (กุ้งตัวเล็ก) ที่บริเวณหาดเพื่อไปทำกะปิ แต่เพราะมีฝรั่งมาเที่ยว ในเวลาต่อมาจึงทำเป็นที่ร้านขายอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลแบบเผา ลวก จิ้ม ซึ่งไม่ได้เน้นแต่งร้าน เน้นการขายอาหารทะเลสด ๆ และ ไม่มีทั้งชื่อร้าน และไม่มีตู้เย็น ปูกับปลาที่ได้มาก็ขังใส่อวนแล้วแช่ไว้ในน้ำทะเล เมื่อลูกค้าสั่ง จะว่ายน้ำไปนำขึ้นมาปรุงเสิร์ฟสดๆ ใหม่ๆ

สำหรับ “สัญญา ศิริเดช” ในฐานะทายาทธุรกิจที่รับช่วงดูแลกิจการมาจนถึงปัจจุบัน เพราะพี่น้องคนอื่นๆ ไม่สามารถดูแลได้ และแม้ว่าในตอนแรกเขาไม่สนใจจะช่วย เพราะต้องการไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ มากกว่า แต่หลังจากเรียนจบระดับมัธยมกลับมาบ้านพบว่าแม่เป็นหนี้ธนาคารประมาณ 20 กว่าล้านบาทและจะถูกยึดที่ดิน กลายเป็นช่วงวิกฤติ แต่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรๆ หลายอย่าง
   เมื่อเขาค่อย ๆ มาดูแลกิจการแทน และเริ่มเข้าสู่การประนอมหนี้กับธนาคาร ทำให้ได้เรียนรู้อย่างจริงจังและเข้าใจธุรกิจ รู้ว่าธุรกิจอาหารไม่มีเครดิต เพราะรับรู้รายได้วันต่อวัน ดีไม่ดีเห็นกันได้เลยอย่างรวดเร็ว และจากการที่พยายามรักษาที่ดิน 1 ไร่บริเวณที่ตั้งร้านซึ่งแม่ซื้อไว้ ทำให้รู้จักกับระบบการทำงานของกรมบังคับคดี จึงเห็นโอกาสและเริ่มจับที่ดินทำเลดีที่อยู่ในรายการของกรมบังคับคดี ประมูลซื้อมาขายต่อ เป็นธุรกิจ เงินที่ได้เอามาจ่ายชำระหนี้สินที่ติดค้างจนหมด
ในส่วนของร้าน เมื่อทำได้อยู่ตัวสักพักจึงซื้อที่ด้านหลังที่อยู่ติดกันเพิ่มอีก 2 ไร่เพื่อขยายร้านต่อไป ในส่วนของครัว ที่จอดรถ และตกแต่งเป็นสวนที่ทำให้ได้บรรยากาศของการพักผ่อน มากขึ้น
    
     ”จุดขายของร้านอยู่ที่ทำเล โดยเป็นร้านอาหารทะเลก็ต้องอยู่ริมทะเล ด้านหน้าเป็นโต๊ะติดทะเล การออกแบบร้านไม่ติดกระจกหรือทำเป็นห้องแอร์ เพราะเชื่อว่าลูกค้าที่มาอยากได้บรรยากาศทะเล และการจัดร้านที่ทำให้ดูสบายๆ เป็นกันเอง ก็เพื่อไม่ให้ดูว่าเป็นร้านที่ขายอาหารราคาแพง” ทายาทธุรกิจ อธิบาย
     นอกจากการออกแบบร้าน การจัดการภายในที่สำคัญคือแม่ครัวมีความสำคัญกับร้านที่มีคอนเซ็ปต์ว่า อาหารรสชาติอร่อย สด สะอาด และมีจุดเด่นคือไม่ติดหวาน แต่เน้นความสด ซึ่งในส่วนของน้ำจิ้มที่เป็นจุดขายของอาหารทะเล แม่ครัวสามคนจะเป็นคนเซ็นชื่อกำกับการันตีน้ำจิ้มซึ่งจะมีมือตำโดยเฉพาะ
            ทั้งนี้ เหตุผลของการใช้วิธีตำเท่านั้น เพราะต้องการสร้างความพิเศษ ซึ่งอาหารทะเลแต่ละร้านจะต่างกันที่น้ำจิ้ม และถ้าแม่ครัวเซ็นกำกับว่า “ผ่าน” คนตำจะได้เงินพิเศษเป็นแรงจูงใจในการตำ
นอกจากนี้ ยังใส่ใจกับการทำงาน ในครัวโดยให้เปิดเพลงฟังเพื่อลดความเครียดคนในครัว และออกแบบครัวให้สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นภายในเพื่อโชว์ลูกค้า การเลือกใช้วัตถุดิบในครัว เน้นของสด และพิถีพิถันกับเรื่องปรุงต่างๆ ด้วย เช่น น้ำปลา ซึ่งใช้ต่างกันระหว่างการทอดกับการผัด รวมถึง การแยกตามรสชาติที่ต่างกัน ซึ่งอาหารแต่ละจานไม่เน้นเยอะ เพราะต้องการ ให้พอดีๆ และอาหารเผ็ดต้องเผ็ด เพราะอยากให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของอาหาร เช่น แกงป่าจะบอกไม่เผ็ดก็ไม่ใช่แกงป่า หรือส้มตำต้องมีรสเผ็ดบ้าง
       ส่วนที่เก็บของสด มีการทำเป็นอควาเรียมขนาดย่อมๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินชมได้ด้วย ขณะเดียวกัน สามารถรักษาความสดของอาหารได้ด้วยเช่น ปลาเก๋า กะพง กุ้งกุลา กุ้งแชบ๊วย และยังมีสินค้าที่มาจากต่างประเทศ เช่น กุ้งมังกร กิโลกรัมละ 3,500 บาท และปลาสละ กิโลกรัมละ 2,000 บาท อย่างไรก็ตาม มีหลักยึดว่าราคาขายของที่ร้านจะถูกกว่าที่อื่น ราคาจำหน่ายของที่ร้านจะตั้งราคาได้ถูกกว่าที่อื่น เนื่องจากที่ตั้งร้านเป็นขอตัวเองไม่เสียค่าเช่า ถือเป็นจุดขายหนึ่งเช่นกัน เพราะมี เป้าหมายอยากให้ทุกคนในประเทศไทยได้เคยมาทานอาหารที่ร้านปูเป็น หรือคนที่มาพัทยาต้องมาทานอาหารที่ร้านนี้
สำหรับกลุ่มเป้าหมายเน้นคนไทยเป็นหลัก เพราะคนไทยมีความเข้าใจกันมากกว่า ขณะที่ลูกค้าต่างชาติจะจู้จี้มากกว่าและมาเป็นฤดูกาล และเพราะอาหารกับคนไทยเป็นของคู่กัน คนไทยเมื่อไปเที่ยวต้องการรับประทานอาหารดีๆ ควบคู่กันไป และไม่ได้มาแค่ครั้งเดียวถ้าติดใจจะมาอีก เวลาที่เจอร้านดีและถูกใจมักจะแนะนำบอกต่อให้เพื่อนมา และที่ให้ความสำคัญอีกตลาดคือตลาดทัวร์ หรือองค์กรที่เหมาโต๊ะมาลงจำนวนมาก กลุ่มนี้จะไม่ค่อยได้กำไร แต่ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านทางอ้อม เพราะคนที่มากิน ถ้าติดใจเมื่อมีโอกาสก็จะพาคนในครอบครัวหรือเพื่อนแวะเวียนมาเรื่อยๆ
     ดังนั้น ส่วนของร้านที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ จึงมีห้องรับรองพิเศษติดแอร์ ซึ่งตอนนี้รองรับได้ 70 ที่นั่ง ที่ตึกด้านหลัง และมีส่วนของสำนักงานอยู่ด้วยเมื่อเริ่มมีการบริหารจัดการเป็นรูปแบบบริษัท เพื่อให้มีความรัดกุมในการดูแล โดยเฉพาะการคุมสต๊อก และการทำบัญชีที่รู้จักการในเรื่องของระบบภาษีมากขึ้นทำให้ได้ลดหย่อนมากขึ้น ซึ่งดีกว่ายุคของแม่ซึ่งไม่มีความรู้ ในเรื่องเหล่านี้
     รวมทั้ง การบริหารงานในร้านโดย ใช้ไอทีเข้ามาช่วยดูแล มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วร้าน เพื่อความปลอดภัยและดูแลการทำงานในร้าน ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 1,000 ที่นั่ง มีพนักงานเสิร์ฟประมาณ 40-50 คน ซึ่งนอกจากรายได้ประจำ ยังได้ค่าทิปที่แบ่งเฉลี่ยคนละประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อสัปดาห์ ยังมีที่พักให้อยู่ฟรี และเพื่อให้มีความกระตือรือร้นในการให้บริการ จะมีการแบ่งทีมตามโซนของที่นั่งในร้าน แล้วหมุนเวียนกันดูแล
        ด้วยการแข่งขันกันทำงาน โดยมีหัวหน้าทีมเป็นคนดูแล เช่น สอนให้ไหว้รับแขกด้วยมารยาทไทยๆ แต่ถ้าลูกค้าอารมณ์ไม่ดี หรือมีปัญหา หรือเมื่อเด็กเสิร์ฟทำอะไรผิดพลาดแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้รีบเอ่ยปากขอโทษเป็นลำดับแรก หรือถ้ามีปัญหากับแขก ให้คนอื่นที่อยู่ในทีมหรือหัวหน้าที่มีประสบการณ์มากกว่าเข้าไปดูแลแทนทันทีเพื่อลดอารมณ์ปะทะระหว่างลูกค้ากับพนักงาน ซึ่งอาจจะมีปัญหาภายนอกที่ไม่รู้และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
          ในส่วนของห้องน้ำ ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะต้องการให้ลูกค้ารู้สึกดีเมื่อใช้บริการ ไม่อยากให้รู้สึกอร่อยกับรสชาติอาหาร แต่เสียความรู้สึกกับการมาเจอห้องน้ำไม่สะอาด นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าร้านมีรูปปั้นปูขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนมาแวะถ่ายรูปทุกวัน เขาจึงใช้เทคนิคติดป้ายชื่อร้านไว้หลังปู เท่ากับได้โฆษณาร้านติดไปด้วยโดยไม่ตั้งใจ ขณะที่ พนักงานในร้านจะใส่เสื้อของร้านสกรีน รูปปู และเขียนว่า “ปูเป็น พัทยา ไทยแลนด์” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีฝรั่งติดใจขอซื้อไปเป็นที่ระลึก สำหรับรูปปูเป็นโลโก้ที่จดลิขสิทธิ์เอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ
บรรยากาศภายในร้าน
สำหรับชื่อ “ปูเป็น” มาจากลูกค้าตั้งแต่สมัยที่แม่ทำอยู่ เมื่อเห็นปูเป็นๆ ถูกขังอยู่ ก็จะพูดว่า “ปูเป็น ๆ เลย ยังเป็น ๆ เลย” กลายมาเป็นชื่อร้าน ไม่ได้คิดอะไรมากในการตั้งชื่อ แต่คิดว่าก็ลงตัวที่สุดสำหรับการเป็นร้านอาหารทะเลที่ต้องการขายความสดของอาหาร ซึ่งปูจะเป็นสินค้าที่ร้านสำรองไว้ตลอดไม่ให้ขาด แต่หลักเกณฑ์การสำรองวัตถุดิบในร้าน ถ้าเป็นของที่ไม่ใช่สัตว์เป็นๆ จะสั่งวันต่อวัน ถ้าหมดแล้วหมดเลย เพราะไม่ต้องการขายของค้างคืนให้ลูกค้าและเป็นการทำลายชื่อเสียงร้านทางอ้อมจากรสชาติอาหารที่ไม่สดหรือไม่ได้มาตรฐาน
ขอบคุณบทความจาก http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9540000104821

ลงทุนเปิดร้านขายบะหมี่เกี๊ยวแฟรนไชส์


ลงทุนเปิดร้านขายบะหมี่เกี๊ยวแฟรนไชส์

หลังจากทายาทร้าน “บะหมี่เกี๊ยว” เจ้าดังย่านเยาวราช เข้ามาสานกิจการครอบครัว ได้พลิกโฉมจากร้านห้องแถวขึ้นห้าง พร้อมปรับเมนูให้ร่วมสมัย เพื่อเปิดประตูหาลูกค้าคนรุ่นใหม่ มีส่วนสำคัญผลักดันธุรกิจเติบโตทวีคูณ พร้อมสานต่อขยายแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ ด้วยแนวคิดผสมผสานระหว่างสูตรอร่อยแบบดั้งเดิมกับระบบบริหารสมัยใหม่อย่างลงตัว ภายใต้แบรนด์ “HKN” (Hong Kong Noodle)

รุ่นสองต่อยอดธุรกิจครอบครัว    จิตติพร พิริยเลิศศักดิ์ ลูกสาวคนโตที่เข้ามาสานต่อกิจการครอบครัว เล่าว่า ร้านเปิดมาตั้งแต่ พ.ศ.2526 หรือกว่า 28 ปีที่แล้ว จากน้ำพักน้ำแรงของคุณพ่อ คุณแม่ (สุเมธ และจิตราวรรณ พิริยเลิศศักดิ์) โดยเป็นร้านห้องแถวขายบะหมี่เกี๊ยวสไตล์ฮ่องกง ซึ่งลูกค้าให้การตอบรับอย่างหนาแน่นเสมอมา จนเป็นเจ้าดังของเยาวราช ในย่านตลาดเล่งบ่วยเอี้ย
หน้าร้านต้นแบบ สาขาฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต
“ดิฉันคลุกคลีช่วยงานในร้านมาตั้งแต่เด็ก จนเรียนจบ ก็อยากจะขยายกิจการไปสู่ลูกค้าวัยรุ่น วัยทำงาน โดยเลือกเปิดสาขาที่สยามสแควร์ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว พร้อมกับสร้างแบรนด์ “Hong Kong Noodle” ตกแต่งร้านให้ดูทันสมัย นั่งสบาย ซึ่งเวลานั้น ทำเลย่านสยามฯ ยังไม่มีร้านบะหมี่สไตล์ฮ่องกงแท้ๆ เลย ประกอบกับบะหมี่เกี๊ยวเป็นอาหารที่กินง่าย กินซ้ำได้บ่อยๆ และสามารถดัดแปลงได้หลากหลาย ช่วยให้ร้านประสบความสำเร็จอย่างสูง” จิตติพร เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการสานต่อธุรกิจ
   
     เธอ เผยด้วยว่า จุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าติดใจ มาจากการนำอาหารสไตล์ฮ่องกง โดยเฉพาะเส้นบะหมี่และเกี๊ยวมาพลิกแพลงให้มีลูกเล่น หรือสีสันแปลกใหม่ ขณะเดียวกัน คงรักษารสชาติอร่อยแบบต้นตำรับร้านในเยาวราช ขายราคาเหมาะสม ช่วยให้ธุรกิจเติบโตเรื่อยมา ถึงปัจจุบัน ร้าน“Hong Kong Noodle” มีสาขารวม 8 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ และห้างสรรพสินค้าชื่อดังต่างๆ เช่น สยามสแควร์ ซ.10 ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต เมเจอร์รัชโยธิน และเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ เป็นต้น

งัดระบบคอมพิวเตอร์คุมแฟรนไชส์             หลังสะสมความแข็งแรงของธุรกิจมาเกือบ 30 ปี แผนตลาดในปีนี้ (2555) ได้ต่อยอดด้วยการขายแฟรนไชส์ แบรนด์ “HKN” บริหารภายใต้ บริษัท เอชเคเอ็น แฟรนไชส์ จำกัด โดยใช้สาขา “ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต” เป็นร้านต้นแบบ ตั้งเป้าในปีแรก ขยายสาขาแฟรนไชส์ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล 5 แห่ง ควบคู่กับขยายด้วยตัวเอง 2 แห่ง
ภายในร้านตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย
จิตติพร เผยว่า ก่อนที่จะขายแฟรนไชส์ เตรียมความพร้อมมานานนับปี โดยเฉพาะด้านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อควบคุมมาตรฐาน ซึ่งเป็นโปรแกรมที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง ด้วยงบกว่าเจ็ดหลัก วิธีการทำงานจะเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต ให้เจ้าของสาขา สามารถตรวจสอบยอดขายได้จากทุกที่ ทุกเวลา ป้องกันรายได้รั่วไหล นอกจากนั้น ระบบยังเชื่อมออนไลน์การสั่งวัตถุดิบจากส่วนกลาง การขนส่ง และสต็อกสินค้า ช่วยควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เหตุที่ก่อนหน้านี้ เรายังไม่ปล่อยแฟรนไชส์ เพราะต้องการให้ตัวเองพร้อมจริงๆ เสียก่อน ทั้งเรื่องแบรนด์ และระบบบริหารจัดการภายใน ซึ่งเวลานี้ ดิฉันเชื่อว่า เราพร้อมทุกด้าน ทั้งประสบการณ์ วิธีบริหารแฟรนไชส์แบบมืออาชีพ ระบบคอมพิวเตอร์ที่จะมาช่วยควบคุมแฟรนไชส์ได้ครบวงจร เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ทั้งเราและแฟรนไชส์จะประสบความสำเร็จไปด้วยกัน” ผู้บริหารสาว กล่าว
เมนูเป็ดย่าง
การันตี 2.5 ปี แฟรนไชส์คืนทุน      ด้านเงื่อนไขแฟรนไชส์ ต้องมีพื้นที่เปิดร้าน ขนาด 80-120 ตารางเมตร โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรมีทุนประมาณ 3 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนเบื้องต้น ประมาณ 1 ล้านบาท สำหรับค่าสัญญาแฟรนไชส์ 5 แสนบาท อายุ 5 ปี กับค่าตกแต่งร้านและวางระบบคอมพิวเตอร์ ประมาณ 5 แสนบาท ส่วนที่เหลือไว้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจช่วง 6 เดือนแรก
ประเภทติ่มซำ
สำหรับการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานอาหาร จะใช้ระบบ “ครัวกลาง” มีทีมผลิตของตัวเองคอยประกอบอาหารต่างๆ ในรูปแบบกึ่งสำเร็จรูปกว่า 80% แล้วกระจายไปยังร้านสาขาต่างๆ ทำให้รสชาติอาหารจะเหมือนกันทุกสาขา
 เจ้าของธุรกิจ เผยด้วยว่า ร้าน “HKN” มีเมนูรวมกว่า 40 รายการ เช่น บะหมี่ เกี๊ยวกุ้ง เป็ดย่าง หมูย่าง ซาลาเปา และติ่มซำ เป็นต้น โดยเฉลี่ยลูกค้าที่เข้าร้านจะใช้จ่ายประมาณ 120 บาทต่อคน รายได้หลังหักเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ เหลือประมาณ 60% แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ครบถ้วนแล้ว ทั้งค่าเช่า ค่าพนักงาน ฯลฯ จะเหลือกำไรสุทธิประมาณ 28% โดยสถิติจากร้านต้นแบบสาขาฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต ปริมาณลูกค้าเข้าร้าน200-300 คนต่อวัน ซึ่งจากอัตราดังกล่าว ผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะคืนทุนได้ในเวลาประมาณ 2.5 ปี
เผยเกณฑ์เฟ้นตัวจริงร่วมธุรกิจ            ทั้งนี้ ในบทบาทแฟรนไชซอร์ จะคอยช่วยเหลือผู้ลงทุน ตั้งแต่เตรียมพร้อมก่อนเปิดร้าน 2 เดือน ทั้งฝึกอบรม วางระบบคอมพิวเตอร์ และหลังเปิดร้านแล้ว จะสนับสนุนด้านวัตถุดิบ ทีมที่ปรึกษา ควบคู่กับทำตลาดให้สม่ำเสมอ เช่น จัดกิจกรรมโปรโมชั่น ออกเมนูใหม่ๆ กระตุ้นยอดขายสม่ำเสมอ เป็นต้น
จิตติพร ระบุด้วยว่า แม้จะวางระบบทุกด้านรัดกุม ทว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร คือ ความเอาใจใส่ของตัวผู้บริหารร้าน โดยเฉพาะงานบริการ ดังนั้น การคัดเลือกผู้ร่วมแฟรนไชส์ จะเฟ้นคนที่มีความตั้งใจจริง และพร้อมจะดูแลธุรกิจด้วยตัวเอง
     “ขณะนี้ มีผู้สนใจขอซื้อแฟรนไชส์จำนวนมาก แต่ดิฉันจะพยายามเลือกผู้ที่สื่อสารกันเข้าใจ รู้จักแบรนด์ของเรา มีความรู้เรื่องบะหมี่ หรือเป็นแฟนของร้านเราจริงๆ ที่สำคัญมีทัศนคติอยากทำธุรกิจนี้จริงจัง เพราะธุรกิจร้านอาหาร ปัญหาบริการหน้าร้านย่อมเกิดขึ้นเสมอทุกแห่ง แต่ถ้าตัวเจ้าของคอยอยู่แก้ปัญหาเอง เรื่องใหญ่ๆ ก็แก้ได้ง่ายนิดเดียว” เจ้าของธุรกิจสาว ระบุ
ข้อมูลลงทุนแฟรนไชส์ “HKN” โดยสังเขป @@@- ควรพื้นที่เปิดร้าน ขนาด 80-120 ตารางเมตร - ผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรมีทุนประมาณ 3 ล้านบาท - แบ่งเป็นเงินลงทุนเบื้องต้น ประมาณ 1 ล้านบาท สำหรับค่าสัญญาแฟรนไชส์ 5 แสนบาท อายุ 5 ปี กับค่าตกแต่งร้านและวางระบบคอมพิวเตอร์ ประมาณ 5 แสนบาท - ส่วนที่เหลือไว้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจช่วง 6 เดือนแรก - แฟรนไชซอร์ สนับสนุนด้านวัตถุดิบ ระบบ และการตลาด ส่วนแฟรนไชซี่ มีหน้าที่หลักในการดูแลหน้าร้าน และงานบริการ- ค่าเฉลี่ยลูกค้าที่เข้าร้านจะใช้จ่ายประมาณ 120 บาทต่อคน - ค่าเฉลี่ยลูกค้าเข้าร้านประมาณ 200-300 คนต่อวัน - กำไรสุทธิจากรายได้ประมาณ 28% - คาดการณ์คืนทุนได้ในเวลาประมาณ 2.5 ปีโทร.0-2613-7517 ต่อ 105 หรือ www.hkndgroup.com
ขอบพระคุณบทความจาก ผู้จัดการ

ลงทุนเปิดร้านขายน้ำบ๊วยน้ำมะนาว


ลงทุนเปิดร้านขายน้ำบ๊วยน้ำมะนาว

ถนนเยาวราชเป็นแหล่งรวมอาหารรสเลิศนานาชนิด มีเจ้าเก่าแก่ขึ้นชื่อจำนวนมาก แต่หากเจาะจงที่เครื่องดื่ม “น้ำบ๊วย” แล้ว หนึ่งในเจ้าดังต้องยกให้ร้านที่ปากซอยเท็กซัส สุกี้ โดยปัจจุบัน กิจการครอบครัวได้ตกทอดมาถึงทายาทรุ่น 3 ที่เข้ามาสานต่อและต่อยอด ด้วยการขายธุรกิจกึ่งแฟรนไชส์ เพื่อสร้างอาชีพแก่ผู้สนใจ และสร้างแบรนด์น้ำบ๊วยแท้สูตรจีนโบราณให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง


บุญสืบ พงศธรเสถียร ทายาทรุ่น 3
บุญสืบ พงศธรเสถียร ทายาทรุ่น 3 เล่าให้ฟังว่า อากงของเขาเป็นชาวจีนโพ้นทะเลเข้ามาทำมาหากินในเมืองไทยตั้งแต่พ.ศ.2468 หรือเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ยึดอาชีพหาบแร่ขาย “น้ำบ๊วย” ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ติดตัวมาตั้งแต่ครั้นอยู่เมืองจีน
จากอาชีพหาบแร่ขายน้ำบ๊วย แก้วละไม่กี่สตางค์ในเวลานั้น สามารถเก็บเงิน เซ้งตึกแถว บนถนนเจริญกรุง ปากซอยเท็กซัส สุกี้ได้สำเร็จ ซึ่งระยะแรกเปิดเป็นร้านโชวห่วยขายสินค้าหลายชนิด และมีน้ำบ๊วยตั้งหน้าร้านขายควบคู่กันไป ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ ทยอยเลิกขายสินค้าทีละอย่าง จนสุดท้าย เหลือเพียงขายน้ำบ๊วยเท่านั้น ซึ่งได้รับความนิยมตลอดมา จนเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงดูลูกหลาน และสร้างครอบครัวให้มีฐานะเข้มแข็ง
โถเซรามิก อีกหนึ่งเคล็ดลับของสูตรน้ำบ๊วยโบราณแท้ๆ

น้ำบ๊วยแท้สูตรต้นตำรับแผ่นดินใหญ่
 ทายาทรุ่น 3 เผยว่า น้ำบ๊วยของอากง เป็นสูตรต้นตำรับของชาวจีนแท้ๆ ในเมืองไทยหากินได้ยาก ประกอบด้วยผลไม้ 5 ชนิด ที่เปิดเผยได้ คือ ผลบ๊วย กับเลมอน ผลไม้ทั้งหมดต้องนำเข้าจากประเทศจีน ด้านวิธีการจะนำไปหมักบ่มรวมกันในถังไม้นานกว่า 3 ปี โดยไม่มีการใส่สารปรุงรสใดๆ เลย รวมถึงไม่มีการใส่สารกันบูดใดๆ เช่นกัน ดังนั้น รสชาติน้ำบ๊วยที่ได้จึงมาจากรสของผลไม้ธรรมชาติล้วนๆ เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกชุ่มคอ และนุ่มลิ้นมากกว่าน้ำบ๊วยบรรจุขวดโหลทั่วไปที่ผสมน้ำเชื่อมและเกลือ
   นอกจากนั้น ก่อนจะตักใส่แก้วเสิร์ฟให้ลูกค้า ต้องนำไปคนผสมกับน้ำเปล่า และน้ำแข็งในโถเซรามิกที่นำเข้าจากเมืองจีน ซึ่งมีความหนาเป็นพิเศษ ช่วยเก็บรักษาความเย็น และรสชาติได้เป็นอย่างดี
ขายธุรกิจอาชีพน้ำบ๊วยสูตรโบราณ
   บุญสืบ เผยว่า หลังอากงเสียชีวิต ได้รับมอบหมายจากบรรดาญาติพี่น้องให้ปลีกเวลาจากธุรกิจบริษัทโฆษณาของตัวเอง มาช่วยสานต่อกิจการน้ำบ๊วย เพราะถือเป็นสมบัติครอบครัว เป็นที่มาของการขยายธุรกิจในรูปแบบขายอาชีพกึ่งแฟรนไชส์ เพื่อหาตัวแทนกระจายสินค้าในวงกว้าง
     “ที่ผ่านมา เราจะได้รับเชิญไปออกบูทในฐานะร้านดังจากเยาวราชบ่อยมาก ทำให้พบเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคว่า มีผู้นิยมกินน้ำบ๊วยทุกเพศ ทุกวัย และทุกระดับฐานะ ดังนั้น ช่องทางตลาดยังเปิดอีกกว้าง แต่เราไม่สามารถจะไปขายได้เองทั้งหมด ทำให้ผมคิดถึงการขยายธุรกิจอาชีพ ซึ่งจะกระจายจุดขายได้กว้างขวาง เพราะปัจจุบัน มีผู้สนใจอยากหาอาชีพจำนวนมาก ซึ่งอาชีพขายน้ำบ๊วย มีความน่าสนใจ เพราะทำได้ง่าย และผลกำไรสูง” บุญสืบ ระบุ
 ด้านรูปแบบลงทุน เป็นคีออสมีให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ 14,000 บาท 21,500 บาท และ 26,000 บาท ทั้งหมดได้รับอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น คีออส โกเซรามิกใส่น้ำบ๊วย แก้ว เสื้อฟอร์ม เป็นต้น มีเงื่อนไขสำคัญ ต้องรับหัวน้ำบ๊วยและแก้วจากส่วนกลาง และต้องผสมหัวน้ำบ๊วยกับน้ำเปล่าและน้ำแข็งในอัตราส่วนที่กำหนดเท่านั้น มิเช่นนั้น จะทำให้รสชาติผิดเพี้ยนจากต้นตำรับ
คีออสแฟรนไชส์
สำหรับการขายปลีกหน้าร้าน มี 2 แบบ คือ 1.ขายเป็นแก้ว โดยจะส่งเป็นหัวน้ำบ๊วยบรรจุขวด 10 ลิตร ราคา 400 บาท เมื่อนำไปผสมน้ำเปล่าแล้ว จะขายแก้วขนาด 18 ออนซ์ ได้จำนวน 65 แก้ว รวมค่าแก้วกระดาษ กับค่าน้ำแข็ง เฉลี่ยต้นทุนประมาณ 6-7 บาทต่อแก้ว เมื่อนำไปขายปลีกแก้วละ 20 บาท และ 2.ส่งเป็นน้ำบ๊วยบรรจุขวดสำเร็จรูป ราคาส่งขวดละ 15 บาท ผู้ขายสามารถนำไปขายปลีกได้ในราคาขวดละ 25-30 บาท              ทั้งนี้ มีบริการส่งวัตถุดิบให้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ยอดสั่งอย่างต่ำครั้งละ 2,000 บาท เบื้องต้นเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากนั้น มีบริการแนะนำทำเลตั้งร้าน โดยผู้สนใจอาชีพนี้ ควรมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าเช่า และค่าวัตถุดิบต่างๆ ประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน
เล็งขยายธุรกิจบรรจุขวดเข้าห้าง    บุญสืบ ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมา มีร้านค้า ร้านอาหารรับน้ำบ๊วยไปขายประจำอยู่แล้วจำนวนมาก แต่ในส่วนขยายรูปแบบกึ่งแฟรนไชส์เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมิถุนายน 2555 นี่เอง ซึ่งได้การตอบรับอย่างสูง เวลานี้กำลังอยู่ในขั้นตอนคัดเลือกผู้ลงทุนที่เหมาะสม
        สำหรับปัจจุบัน ยังมีน้ำบ๊วยบรรจุในถังไม้เก็บสต๊อกไว้ขายได้อีกกว่า 9 ปี อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับตลาดที่กำลังจะเติบโต ได้ลงทุนสั่งซื้อเครื่องจักร สำหรับผสมวัตถุดิบผลไม้ 5 ชนิด และเครื่องบรรจุขวด นอกจากนั้น ในอนาคตจะปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยใช้แบรนด์ว่า “เพี้ย หวัง” เพื่อจะส่งน้ำบ๊วยสูตรของอากง ไปขายตามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ เคียงคู่กับน้ำอัดลม หรือน้ำชาเชียวต่อไป                        โทร.08-5444-8833 , 08-0200-7722
ขอบคุณบทความจาก ผู้จัดการ